24 กุมภาพันธ์ 2548
อ๋อ ผมผิดเองครับ
หัชชา ศรีปลั่ง
24 กพ. 2548
วันนี้ทางรองคณบดีฝ่ายวิชาการ อ. มยุรี วศินานุกร จัดประชุมเพื่อปรับหลักสูตรชั้นคลินิก โดยจัดในห้อง M206 มีอาจารย์เข้าร่วมพอสมควร ก็สักหลายสิบคน จากภาควิชาต่างๆ ปรารภเหตุว่ามีเสียงจากโรงพยาบาลสมทบ บ่นมาว่านักศึกษาแพทย์ของเราหลังๆ นี้ มีปัญหาหลายอย่าง สรุปได้ประโยคสำคัญเลยคือ ไม่รักคนไข้ อาจารย์ทุกคนก็ยอมรับ และร่วมกันคิดหาหนทางแก้ปัญหา ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้ แต่ที่สำคัญคืออาจารย์ทั้งหลายเห็นตรงกันว่าเรายังสอนนักศึกษาไม่ดีพอ ด้วยสาเหตุต่างๆ ของอาจารย์นั้นเอง คือมองว่าเป็นความบกพร่องของเรา แล้วมาช่วยกันแก้ปัญหานี้ด้วยกัน
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ "อ๋อ ผมผิดเองครับ" ก็คือว่าเวลามีปัญหาอะไรก็ตาม บางคนชอบที่จะมองว่าเป็นความผิดของคนอื่น แทนที่จะมองว่าตัวเองมีอะไรบกพร่อง ผมเปลี่ยนวิธีคิดในการมองปัญหาแบบนี้มานานแล้ว คือเปลี่ยนให้คิดว่า เมื่อมีปัญหาอะไร เราเองก็มีส่วนรับผิดชอบด้วย จะเป็นด้วยการไม่ทำความเข้าใจกับเขาให้ดีตั้งแต่แรก ไม่ได้ติดตามเรื่อง หรือจะอะไรก็ตาม ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาเช่นนี้ เราก็จะมองเห็นวิธีแก้ปัญหา เช่น ถ้าเราพบว่าเป็นความบกพร่องที่เราสื่อความเข้าใจกับเขาไม่ดี เราก็จะได้ปรับความเข้าใจกับเขาเสียใหม่ พูดคุยกันใหม่ให้เข้าใจตรงกัน ซึ่งถ้าเราไปคิดว่าเป็นความผิดของเขาที่ไม่เข้าใจ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ แต่คิดอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่เขาจะมาเข้าใจตรงกับเราได้ เพราะเราก็จะไม่คิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเขา เพื่อทำความเข้าใจกัน หรือแม้แต่เรื่องที่เป็นปัญหาระหว่างคนสองคนอื่น ที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ถ้าเราคิดว่าเราน่าจะพูดคุยให้เขาเข้าใจกันได้ เราก็คิดว่า อ๋อ เราผิดเอง ที่ไม่ได้จัดให้เขาพูดคุยตกลงกันให้เรียบร้อย เช่นนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของเราที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ฟังดูอาจแปลกๆ แต่คิดว่าได้ผลนะ ออกจะดูจุ้นจ้านไปหน่อย แต่ถ้าเรื่องใดที่เราคิดว่าไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวก็ไม่ต้องไปโทษใครทั้งนั้น ไม่มีใครผิด แค่เข้าใจผิดกัน มันก็จบไปจากใจเรา ไม่เดือดร้อนกับมัน
ดังนั้นหากเราแค่เปลี่ยนวิธีมองปัญหาว่า "อ๋อ ผมผิดเองครับ" เราก็จะเป็นฝ่ายรุกเข้าไปแก้ปัญหานั้น เป็นการไม่ดูดาย แม้ว่าปัญหานั้นจะไม่ใช่ของเราโดยตรง ก็สามารถเสนอตัวเข้าไปช่วยได้ แล้วการเข้าไปแก้ปัญหานั้นก็จะไม่เป็นการตำหนิใคร นอกจากตัวเราเอง และถ้าแก้ไม่สำเร็จก็วางเฉย คิดว่าเรามีปัญญาแก้แค่นี้ ลองให้คนอื่นที่เก่งกว่ามาแก้บ้างก็น่าจะดี เราก็ไปเชิญเขามาช่วย แต่ก็นั่นแหละ ต้องระวังว่าอย่าเข้าไปยุ่งกับทุกเรื่องเกินไป อะไรที่ไม่เกี่ยวกับเรา ก็นิ่งทำอุเบกขาเสียบ้าง ทำนองว่าเมืองไทยไม่ใช่ของเราคนเดียว ให้คนอื่นเขาเป็นพระเอกบ้าง :)
ก็นี่แหละ ที่ทำให้เราทุกคนมาช่วยกันแก้ปัญหา เรื่องระบบข้อมูลโรคมะเร็งของประเทศ อ๋อ เราผิดเอง ที่่ไม่ได้มาช่วยกันทำเสียตั้งนานแล้ว
24 กพ. 2548
วันนี้ทางรองคณบดีฝ่ายวิชาการ อ. มยุรี วศินานุกร จัดประชุมเพื่อปรับหลักสูตรชั้นคลินิก โดยจัดในห้อง M206 มีอาจารย์เข้าร่วมพอสมควร ก็สักหลายสิบคน จากภาควิชาต่างๆ ปรารภเหตุว่ามีเสียงจากโรงพยาบาลสมทบ บ่นมาว่านักศึกษาแพทย์ของเราหลังๆ นี้ มีปัญหาหลายอย่าง สรุปได้ประโยคสำคัญเลยคือ ไม่รักคนไข้ อาจารย์ทุกคนก็ยอมรับ และร่วมกันคิดหาหนทางแก้ปัญหา ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้ แต่ที่สำคัญคืออาจารย์ทั้งหลายเห็นตรงกันว่าเรายังสอนนักศึกษาไม่ดีพอ ด้วยสาเหตุต่างๆ ของอาจารย์นั้นเอง คือมองว่าเป็นความบกพร่องของเรา แล้วมาช่วยกันแก้ปัญหานี้ด้วยกัน
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ "อ๋อ ผมผิดเองครับ" ก็คือว่าเวลามีปัญหาอะไรก็ตาม บางคนชอบที่จะมองว่าเป็นความผิดของคนอื่น แทนที่จะมองว่าตัวเองมีอะไรบกพร่อง ผมเปลี่ยนวิธีคิดในการมองปัญหาแบบนี้มานานแล้ว คือเปลี่ยนให้คิดว่า เมื่อมีปัญหาอะไร เราเองก็มีส่วนรับผิดชอบด้วย จะเป็นด้วยการไม่ทำความเข้าใจกับเขาให้ดีตั้งแต่แรก ไม่ได้ติดตามเรื่อง หรือจะอะไรก็ตาม ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาเช่นนี้ เราก็จะมองเห็นวิธีแก้ปัญหา เช่น ถ้าเราพบว่าเป็นความบกพร่องที่เราสื่อความเข้าใจกับเขาไม่ดี เราก็จะได้ปรับความเข้าใจกับเขาเสียใหม่ พูดคุยกันใหม่ให้เข้าใจตรงกัน ซึ่งถ้าเราไปคิดว่าเป็นความผิดของเขาที่ไม่เข้าใจ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ แต่คิดอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่เขาจะมาเข้าใจตรงกับเราได้ เพราะเราก็จะไม่คิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเขา เพื่อทำความเข้าใจกัน หรือแม้แต่เรื่องที่เป็นปัญหาระหว่างคนสองคนอื่น ที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ถ้าเราคิดว่าเราน่าจะพูดคุยให้เขาเข้าใจกันได้ เราก็คิดว่า อ๋อ เราผิดเอง ที่ไม่ได้จัดให้เขาพูดคุยตกลงกันให้เรียบร้อย เช่นนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของเราที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ฟังดูอาจแปลกๆ แต่คิดว่าได้ผลนะ ออกจะดูจุ้นจ้านไปหน่อย แต่ถ้าเรื่องใดที่เราคิดว่าไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวก็ไม่ต้องไปโทษใครทั้งนั้น ไม่มีใครผิด แค่เข้าใจผิดกัน มันก็จบไปจากใจเรา ไม่เดือดร้อนกับมัน
ดังนั้นหากเราแค่เปลี่ยนวิธีมองปัญหาว่า "อ๋อ ผมผิดเองครับ" เราก็จะเป็นฝ่ายรุกเข้าไปแก้ปัญหานั้น เป็นการไม่ดูดาย แม้ว่าปัญหานั้นจะไม่ใช่ของเราโดยตรง ก็สามารถเสนอตัวเข้าไปช่วยได้ แล้วการเข้าไปแก้ปัญหานั้นก็จะไม่เป็นการตำหนิใคร นอกจากตัวเราเอง และถ้าแก้ไม่สำเร็จก็วางเฉย คิดว่าเรามีปัญญาแก้แค่นี้ ลองให้คนอื่นที่เก่งกว่ามาแก้บ้างก็น่าจะดี เราก็ไปเชิญเขามาช่วย แต่ก็นั่นแหละ ต้องระวังว่าอย่าเข้าไปยุ่งกับทุกเรื่องเกินไป อะไรที่ไม่เกี่ยวกับเรา ก็นิ่งทำอุเบกขาเสียบ้าง ทำนองว่าเมืองไทยไม่ใช่ของเราคนเดียว ให้คนอื่นเขาเป็นพระเอกบ้าง :)
ก็นี่แหละ ที่ทำให้เราทุกคนมาช่วยกันแก้ปัญหา เรื่องระบบข้อมูลโรคมะเร็งของประเทศ อ๋อ เราผิดเอง ที่่ไม่ได้มาช่วยกันทำเสียตั้งนานแล้ว