24 กุมภาพันธ์ 2548

 

มีความสุขจัง

หัชชา ศรีปลั่ง
24 กพ. 2548

ที่จริงก็เกี่ยวเนื่องจากเรื่องที่แล้วนั่นแหละ อาจารย์สายบัวเสนอความเห็นในที่ประชุมด้วย มีช่วงหนึ่งที่อาจารย์พูดทำนองว่า เราน่าจะทำความรู้สึกว่า มีความสุขที่จะได้สอนนักศึกษา ... อีกแล้ว ดีจังที่จะได้ ... ก็จะทำให้เรากระตือรือล้นในการทำงาน และมีความสุข แม้ว่างานจะหนักจะเหนื่อยก็ตาม

เลยนึกขึ้นได้ว่า เอ้อ ก็จริงนะ ได้มาทำโครงการนี้ช่างดีเหลือเกิน ได้มาทำงานร่วมกับคนที่มีความตั้งใจร่วมกัน มีแหล่งทุนให้ทุน และให้โอกาสเราทำงานนี้ โอ้ ช่างเป็นโชคดีอะไรเช่นนี้ ผมรู้สึกจริงๆ นะ มีความสุขที่ได้เรียนรู้อะไรอีกมากมายจากผู้รู้ เช่น อาจารย์ธาดา อาจารย์วิจารณ์ หมอสุวิทย์ และอีกหลายๆ คน ได้มีโอกาสพบปะแลกเปลี่ยนความคิดกับใครต่อใคร แม้จะเห็นไม่ตรงกันบ้างก็ตาม แต่ช่างดีเหลือเกินที่ได้รู้ว่าเขาคิดไม่ตรงกับเรา หากไม่ได้ทำงานนี้ก็คงไม่รู้เลย และคงคิดว่าเขาคิดอย่างโน้นอย่างนี้ไปเอง ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาคิดอีกอย่าง

จริงๆ นะครับ มีความสุขจังครับ อยากแบ่งปันให้ทุกคนในโครงการร่วมกันมีความสุขด้วยกันทุกคน :D
 

อ๋อ ผมผิดเองครับ

หัชชา ศรีปลั่ง
24 กพ. 2548

วันนี้ทางรองคณบดีฝ่ายวิชาการ อ. มยุรี วศินานุกร จัดประชุมเพื่อปรับหลักสูตรชั้นคลินิก โดยจัดในห้อง M206 มีอาจารย์เข้าร่วมพอสมควร ก็สักหลายสิบคน จากภาควิชาต่างๆ ปรารภเหตุว่ามีเสียงจากโรงพยาบาลสมทบ บ่นมาว่านักศึกษาแพทย์ของเราหลังๆ นี้ มีปัญหาหลายอย่าง สรุปได้ประโยคสำคัญเลยคือ ไม่รักคนไข้ อาจารย์ทุกคนก็ยอมรับ และร่วมกันคิดหาหนทางแก้ปัญหา ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในที่นี้ แต่ที่สำคัญคืออาจารย์ทั้งหลายเห็นตรงกันว่าเรายังสอนนักศึกษาไม่ดีพอ ด้วยสาเหตุต่างๆ ของอาจารย์นั้นเอง คือมองว่าเป็นความบกพร่องของเรา แล้วมาช่วยกันแก้ปัญหานี้ด้วยกัน

แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหัวข้อ "อ๋อ ผมผิดเองครับ" ก็คือว่าเวลามีปัญหาอะไรก็ตาม บางคนชอบที่จะมองว่าเป็นความผิดของคนอื่น แทนที่จะมองว่าตัวเองมีอะไรบกพร่อง ผมเปลี่ยนวิธีคิดในการมองปัญหาแบบนี้มานานแล้ว คือเปลี่ยนให้คิดว่า เมื่อมีปัญหาอะไร เราเองก็มีส่วนรับผิดชอบด้วย จะเป็นด้วยการไม่ทำความเข้าใจกับเขาให้ดีตั้งแต่แรก ไม่ได้ติดตามเรื่อง หรือจะอะไรก็ตาม ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองต่อปัญหาเช่นนี้ เราก็จะมองเห็นวิธีแก้ปัญหา เช่น ถ้าเราพบว่าเป็นความบกพร่องที่เราสื่อความเข้าใจกับเขาไม่ดี เราก็จะได้ปรับความเข้าใจกับเขาเสียใหม่ พูดคุยกันใหม่ให้เข้าใจตรงกัน ซึ่งถ้าเราไปคิดว่าเป็นความผิดของเขาที่ไม่เข้าใจ ซึ่งมันก็เป็นเรื่องเดียวกันนั่นแหละ แต่คิดอย่างนี้แล้วเมื่อไหร่เขาจะมาเข้าใจตรงกับเราได้ เพราะเราก็จะไม่คิดว่าเราต้องเป็นฝ่ายเข้าหาเขา เพื่อทำความเข้าใจกัน หรือแม้แต่เรื่องที่เป็นปัญหาระหว่างคนสองคนอื่น ที่เราไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ถ้าเราคิดว่าเราน่าจะพูดคุยให้เขาเข้าใจกันได้ เราก็คิดว่า อ๋อ เราผิดเอง ที่ไม่ได้จัดให้เขาพูดคุยตกลงกันให้เรียบร้อย เช่นนี้ก็จะเป็นหน้าที่ของเราที่จะเข้าไปแก้ปัญหา ฟังดูอาจแปลกๆ แต่คิดว่าได้ผลนะ ออกจะดูจุ้นจ้านไปหน่อย แต่ถ้าเรื่องใดที่เราคิดว่าไม่น่าจะยุ่งเกี่ยวก็ไม่ต้องไปโทษใครทั้งนั้น ไม่มีใครผิด แค่เข้าใจผิดกัน มันก็จบไปจากใจเรา ไม่เดือดร้อนกับมัน

ดังนั้นหากเราแค่เปลี่ยนวิธีมองปัญหาว่า "อ๋อ ผมผิดเองครับ" เราก็จะเป็นฝ่ายรุกเข้าไปแก้ปัญหานั้น เป็นการไม่ดูดาย แม้ว่าปัญหานั้นจะไม่ใช่ของเราโดยตรง ก็สามารถเสนอตัวเข้าไปช่วยได้ แล้วการเข้าไปแก้ปัญหานั้นก็จะไม่เป็นการตำหนิใคร นอกจากตัวเราเอง และถ้าแก้ไม่สำเร็จก็วางเฉย คิดว่าเรามีปัญญาแก้แค่นี้ ลองให้คนอื่นที่เก่งกว่ามาแก้บ้างก็น่าจะดี เราก็ไปเชิญเขามาช่วย แต่ก็นั่นแหละ ต้องระวังว่าอย่าเข้าไปยุ่งกับทุกเรื่องเกินไป อะไรที่ไม่เกี่ยวกับเรา ก็นิ่งทำอุเบกขาเสียบ้าง ทำนองว่าเมืองไทยไม่ใช่ของเราคนเดียว ให้คนอื่นเขาเป็นพระเอกบ้าง :)

ก็นี่แหละ ที่ทำให้เราทุกคนมาช่วยกันแก้ปัญหา เรื่องระบบข้อมูลโรคมะเร็งของประเทศ อ๋อ เราผิดเอง ที่่ไม่ได้มาช่วยกันทำเสียตั้งนานแล้ว

20 กุมภาพันธ์ 2548

 

ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ

วันนี้ไปอ่าน blog ของอาจารย์วิจารณ์ที่เคารพ มีที่ 'โดน' มากอยู่เรื่องหนึ่ง เลยขออนุญาตลอกมาอ่าน และเจือจานให้คนอื่นเข้ามาอ่านด้วย :D สำหรับใครที่อยากอ่านเรื่องอื่นๆ ของอาจารย์ ไปอ่านได้ที่ Blog-for-Thai-KM

วิจารณ์ พานิช
18 ก.พ.48

หลังจากพระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ.2546 มีผลบังคับใช้ และกำหนดให้หน่วยราชการ ต้องพัฒนาไปสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ และต้องดำเนินการจัดการความรู้ ประกอบกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) กำหนดให้การจัดการความรู้เป็นส่วนหนึ่งของตัวชี้วัด ในการประเมินหน่วยราชการ กระแสของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ ก็กลายเป็นแฟชั่นขึ้นมาทันที พฤติกรรมของหลายหน่วยราชการ เป็นไปในลักษณะของการดำเนินการจัดการความรู้ โดยมีเป้าหมายหลัก “เพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการจัดการความรู้” ไม่ได้ดำเนินการเพื่อหวังผลของการจัดการความรู้อย่างแท้จริง ซึ่งจะทำให้สูญเสียทรัพยากรไปโดยไม่เกิดผล

ในบทความเรื่อง “ทศปฏิบัติสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้ของหน่วยราชการ” ได้เสนอข้อปฏิบัติ 10 ประการ สำหรับพัฒนาหน่วยราชการไปสู่ความเป็นองค์การเรียนรู้

สำหรับบทความเรื่อง “ทศวิบัติของการจัดการความรู้ในหน่วยราชการ” นี้ จะเสนอการปฏิบัติ 10 ประการที่เป็นอุปสรรคสำคัญต่อผลสำเร็จในการดำเนินการจัดการความรู้ เน้นที่การปฏิบัติที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในหน่วยราชการ และเชื่อว่าองค์การอื่นๆ ที่ไม่ใช่ราชการ ก็อาจได้ประโยชน์ หากหมั่นตรวจสอบ และ “กำจัดจุดอ่อน” เหล่านี้เสีย

วิบัติที่ 1 ภาวะผู้นำที่พิการหรือบิดเบี้ยว
มีการปฏิบัติของผู้นำระดับสูงขององค์การหลายประการ ที่เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการจัดการความรู้ ที่สำคัญๆ ได้แก่

ภาวะผู้นำที่บิดเบี้ยวอีกประการหนึ่ง คือ “การรวมศูนย์” ของภาวะผู้นำ คือคิด และปฏิบัติ ในลักษณะที่เข้าใจว่าภาวะผู้นำหมายถึงผู้นำระดับสูงเท่านั้น แนวคิด และการปฏิบัติในลักษณะนี้เป็นอุปสรรคต่อการจัดการความรู้ ในการตีความจากมุมของการจัดการความรู้ คำว่า “ภาวะผู้นำ” นอกจากหมายถึงภาวะผู้นำระดับสูงแล้ว ยังมีความเชื่อใน “ผู้นำทั่วทั้งองค์การ” ซึ่งถ้าไม่มีการเอื้อให้ทุกคนในองค์การเป็น “ผู้นำ” ได้แล้ว การจัดการความรู้ภายในองค์การจะมีผลสัมฤทธิ์ได้ยาก หรือไม่ได้เลย ในกรณีนี้ คำว่า “ผู้นำ” หมายถึง ผู้ที่ค้นหาและทดลองวิธีการใหม่ๆ ในการปฏิบัติงานตามหน้าที่ที่ตนรับผิดชอบ จะเกิด “ผู้นำ” ในบุคลากรทุกระดับ ภายในองค์การได้ ผู้นำระดับสูงจะต้องยึดถือแนวทางทำงานแบบ “เอื้ออำนาจ” (empowerment) ไม่ใช่แบบ “หวงอำนาจ” หรือ “รวบอำนาจ”

วิบัติที่ 2 วัฒนธรรมอำนาจ
องค์การที่อยู่ใต้วัฒนธรรมอำนาจ (top – down, command and control) จะมีลักษณะ

ภายใต้วัฒนธรรมอำนาจเช่นนี้ การเรียนรู้จากภายนอกหน่วยงาน และการสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง อาจเป็นการท้าทายผู้บังคับบัญชา และอาจเป็นการปฏิบัติงานผิดกฎระเบียบ อันตรายสำคัญที่สุดก็คือ คนที่ทำงานภายใต้วัฒนธรรมอำนาจเป็นเวลานานจนเคยชิน
ศักยภาพในการเรียนรู้และสร้างสรรค์จะหดหายไป ในลักษณะที่ทางการแพทย์เรียกว่า “หดเพราะไม่ได้ใช้งาน” (disuse atrophy)
เพื่อลดความรุนแรงของวัฒนธรรมอำนาจ องค์การควรมีการยกย่อง และให้รางวัลหน่วยงานย่อย ที่มีพฤติกรรม หรือกิจกรรมให้ปันความรู้ แก่หน่วยงานอื่นภายในองค์การ หรือมีการสื่อสารกับหน่วยงานอื่นอย่างน่าชื่นชม และเกิดผลดีต่อองค์การตามเป้าหมาย หรือปณิธานหลักขององค์การ หรือมีการดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างบุคคลภายในหน่วยงาน โดยที่ความรู้ที่นำมาแลกเปลี่ยนหรือให้ปัน ส่วนใหญ่ได้มาจากการทดลองหาวิธีทำงานแบบใหม่ๆ

วิบัติที่ 3 ไม่ให้คุณค่าต่อความแตกต่างหลากหลาย
ในองค์การแบบนี้สิ่งที่เน้นคือ “เอกภาพ” ภายใต้หลักการว่าทุกคนในหน่วยงาน จะต้องมีวิธีคิดแบบเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความคิดเชิง “เห็นพ้อง” กับ “ผู้บังคับบัญชา” ในทุกเรื่อง ในลักษณะ “ว่านอนสอนง่าย” “ไม่กระด้างกระเดื่องต่อผู้บังคับบัญชา” ในองค์การที่มีการปฏิบัติตามแบบข้างบน การดำเนินการความรู้จะไม่บรรลุผล ที่จริง คนที่ทำงานร่วมกัน จะต้องมีความเคารพ และให้เกียรติซึ่งกันและกัน ไม่ว่าระหว่างผู้ที่อาวุโสกว่ากับผู้อาวุโสต่ำกว่า และระหว่างผู้มีภาระรับผิดชอบในระดับเดียวกัน แต่การมีวิธีคิดหรือมีความเห็นแตกต่างกัน ต้องไม่ถือเป็นการไม่เคารพหรือกระด้างกระเดื่อง การจัดการความรู้จะได้ผลสูงส่ง ต่อเมื่อมีผู้ร่วมงานที่แตกต่างหลากหลายในด้านต่างๆ มาร่วมปฏิบัติ และร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน โดยมีการพัฒนาทักษะ ในการใช้พลังของความแตกต่างหลากหลาย ให้เกิดผลเชิงบวก เชิงสร้างสรรค์

วิบัติที่ 4 ไม่เปิดโอกาสให้ทดลองวิธีทำงานใหม่ๆ
องค์การแบบนี้เน้นการทำงานตาม “แบบฉบับ” ตามกฎระเบียบ หรือตามประเพณีที่ปฏิบัติต่อๆ กันมาอย่างเคร่งครัด ผู้ที่หาวิธีทำงานที่แตกต่างไปจากเดิม เพื่อให้งานมีคุณภาพสูงขึ้น หรือมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจเสี่ยงต่อการถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติผิดกฎระเบียบ อาจไม่เป็นที่ชอบใจของเพื่อนๆ หรือเป็นที่เพ่งเล็งของผู้บังคับบัญชา บรรยากาศของที่ทำงานใดเป็นดังข้างบน การริเริ่มสิ่งใหม่ๆ และการแลกเปลี่ยนเรียนรู้จะถูกปิดกั้น การดำเนินการจัดการความรู้จะไม่ได้ผล การจัดการความรู้จะดำเนินไปอย่างทรงพลังได้ บุคลากรภายในองค์การจะต้องกำหนดวิสัยทัศน์ร่วมกัน ว่าจะร่วมกันหาวิธีทำงานใหม่ๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาองค์การ และผู้บริหารระดับสูงจะต้องหาวิธีส่งเสริมให้มีการทดลองวิธีทำงานใหม่ๆ ได้ในทุกระดับ โดยไม่ผิดกฎเกณฑ์กติกา และนำผลการทดลองมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน

วิบัติที่ 5 ไม่รับรู้ความเปลี่ยนแปลงภายนอก
ที่จริงไม่มีบุคคลใดหรือหน่วยงานใด ที่ไม่รับรู้การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในสังคมหรือในสภาพแวดล้อมภายนอกองค์การ แต่ในหน่วยราชการส่วนใหญ่ การรับรู้นั้นอยู่ในลักษณะ
“ตั้งอยู่ในความประมาท” หน่วยราชการอยู่ในสภาพ “ไม่มีวันเจ๊ง” จึงไม่คุ้นเคยกับการขวนขวายปรับตัว ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด แต่ในเวลานี้รัฐบาลได้ใส่เงื่อนไขต่างๆ เข้าไปกระตุ้นให้หน่วยราชการ และข้าราชการต้องตื่นตัว ทำงานในลักษณะที่จะต้อง “รับมือ” ต่อการเปลี่ยนแปลงหรือแรงบีบคั้นจากภายนอก การกำหนดให้หน่วยราชการ ต้องดำเนินการจัดการความรู้ และพัฒนาไปเป็นองค์การเรียนรู้ ก็เป็นการสร้างเงื่อนไขอย่างหนึ่ง หน่วยราชการที่ผู้บริหารระดับสูง และข้าราชการในองค์การ ยังคงตั้งอยู่ในความประมาทดังกล่าว จะไม่เกิดการจัดการความรู้ที่เป็น “ของจริง” หรือ “ของแท้” คือไม่ตระหนักว่า การเปลี่ยนแปลงเหล่านั้นมีผลกระทบต่อตน หรือหน่วยงานของตน ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม ท่านที่อ่านหนังสือ Who Moved My Cheese? จะเข้าใจประเด็นนี้ดี

วิบัติที่ 6 ไม่คิดพึ่งตนเองในด้านความรู้
หน่วยราชการต่างๆ อยู่ในสภาพ “พึ่งพาความรู้จากภายนอก” จนเคยชิน กล่าวคือทำงานตาม “ความรู้” ที่กำหนดไว้ในกฎระเบียบ อย่างชัดเจนตายตัว และกฎระเบียบเหล่านั้นก็กำหนดมาจากหน่วยงานภายนอก หรือหน่วยเหนือ หน่วยราชการส่วนใหญ่จึงถือว่าตนเองเป็น “หน่วยปฏิบัติ” ทำหน้าที่ปฏิบัติงานตามที่กำหนดไว้ ไม่ใช่ “หน่วยสร้างความรู้” เพราะคิดว่าหน่วยสร้างความรู้คือหน่วยวิชาการ จึงขาดทั้งแนวความคิดและทักษะในการสร้างความรู้ขึ้นใช้เองในงานของตน ข้าราชการที่อยู่ในสภาพนี้นานๆ ก็จะ “เป็นง่อยทางปัญญา” คำว่าปัญญาในที่นี้หมายถึง
ปัญญาปฏิบัติ คือปัญญาที่ได้จากการปฏิบัติงาน และใช้สำหรับปฏิบัติงาน เป็น “ปัญญารวมหมู่” (collective wisdom) คือ มาจากการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการปฏิบัติ แต่จะเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน ในหมู่ข้าราชการในหน่วยงานเดียวกัน จะต้องมีความคิดร่วมกัน ในการพึ่งตนเองด้านความรู้อย่างน้อยก็ในระดับหนึ่ง

วิบัติที่ 7 ไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในการทำงานบางส่วน
การปฏิบัติราชการเป็นการทำงานในลักษณะที่ “ชัดเจนตายตัว” ตามกฎเกณฑ์รูปแบบที่กำหนด การทำงานในแนวทางเช่นนี้ จึงเป็นการทำงานที่เอาตัวผู้ให้บริการเป็นตัวตั้งหรือเป็นศูนย์กลาง ผู้รับบริการ (หรือลูกค้า) ต้องอนุโลมตามผู้ให้บริการ
แต่งานบริการสมัยใหม่ เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ผู้ให้บริการจะต้องบริการ “ตามความพึงพอใจของลูกค้าหรือผู้ใช้บริการ” ซึ่งจะไม่อยู่ในสภาพที่ตายตัว ความเข้าใจเรื่องราวตามความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ก็ไม่ชัดเจนในทุกเรื่อง เมื่อเข้าใจไม่ชัดเจน ความรู้ไม่พอ ก็ต้องสร้างความรู้ขึ้นใช้ จะเห็นว่า
ความไม่ชัดเจนคือบ่อเกิดของความรู้ แต่วัฒนธรรมของราชการ เป็นวัฒนธรรมปฏิเสธความไม่ชัดเจน จึงเท่ากับปฏิเสธบ่อเกิดแห่งความรู้ การทำงานแบบไม่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง และไม่ยอมรับความไม่ชัดเจนในขณะปฏิบัติงาน ทำให้ไม่มีโจทย์สำหรับแสวงหา และสร้างความรู้เพื่อการทำงาน ขาด “ตัวช่วย” สำหรับการจัดการความรู้ที่ทรงพลัง

วิบัติที่ 8 การดำเนินการจัดการความรู้ ไม่ได้แทรกเป็นเนื้อเดียวกับงานประจำ ทำให้รู้สึกว่าเป็นภาระ หรือเป็นงานที่เพิ่มขึ้น
บางองค์การมอบความรับผิดชอบต่อการจัดการความรู้ ไว้ที่หน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล บางองค์การมอบไว้ที่หน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ การมอบความรับผิดชอบระบบจัดการความรู้ ไว้กับหน่วยใดหน่วยหนึ่งใน ๒ หน่วยนี้ มีความเสี่ยงที่การดำเนินการจัดการความรู้ จะแยกออกจากเนื้องาน ทำให้การจัดการความรู้กลายเป็นเนื้องานหรือภาระงานเสียเอง ผู้ปฏิบัติงานจะต่อต้าน หรือไม่เต็มใจทำ เพราะรู้สึกว่าเป็นการเพิ่มงาน แล้วในที่สุดการจัดการความรู้จะล้มเหลว ที่ดีที่สุด การจัดการความรู้ควรดูแลโดยหน่วยพัฒนาองค์การ (OD – Organization Development) ร่วมกับหน่วยพัฒนาทรัพยากรบุคคล และหน่วยเทคโนโลยีสารสนเทศ ดำเนินการในลักษณะที่การจัดการความรู้ ช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานรู้สึกว่าตนเองได้รับประโยชน์ เพราะทำให้งานสะดวกขึ้น ผลงานดีขึ้น ลดงานที่ไม่จำเป็นลง เกิดการเรียนรู้มากขึ้น เกิดความภาคภูมิใจในผลงาน เกิดความรู้สึกว่า ตนได้รับการยอมรับนับถือ จากเพื่อนร่วมงานเพิ่มขึ้น และในขณะเดียวกัน หน่วยงานหรือองค์การเคลื่อนสู่ความเป็น “องค์การเรียนรู้” และมี “ขุมความรู้” เพื่อการปฏิบัติงานแต่ละชิ้น แต่ละประเภท เก็บไว้ในองค์การ ในลักษณะของความรู้เพื่อการปฏิบัติ ที่ค้นหาได้ทันท่วงที และมีความใหม่ สด อยู่เสมอ

วิบัติที่ 9 การดำเนินการจัดการความรู้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เป้าหมายหลักขององค์การ
นี่คือ “จุดตาย” ที่พบบ่อย มีลักษณะของการจัดการความรู้ ที่ดำเนินการถูกขั้นตอนทุกอย่าง มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างเข้มข้น เกิดการยกระดับความรู้ แต่เมื่อประเมินผลกระทบต่อกิจการขององค์การแล้ว พบว่ามีผลน้อยมาก เมื่อตรวจสอบก็พบว่าผู้ดูแลระบบจัดการความรู้ (CKO – Chief Knowledge Officer) ไม่ได้ดูแลให้เป้าหมายของการจัดการความรู้ พุ่งไปในทิศทางเดียวกับวิสัยทัศน์ และเป้าหมายขององค์การ เข้าทำนอง กระบวนการดี “ต่อยดี” แต่ผิดเป้า หรือไม่ถูกที่สำคัญ

วิบัติที่ 10 ไม่มีพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ ที่ทุกคนในหน่วยงานสามารถเข้ามาแลกเปลี่ยน แบ่งปันความรู้อย่างเป็นธรรมชาติ
กิจกรรมที่สำคัญที่สุดในกระบวนการจัดการความรู้คือ “การแลกเปลี่ยนแบ่งปันความรู้” (knowledge sharing) ซึ่งต้องการ “พื้นที่” ให้คนมาพบปะกัน ทั้งที่เป็น “พื้นที่จริง” และ “พื้นที่เสมือน” และเป็นพื้นที่ที่อยู่ในลักษณะ “พื้นที่ประเทืองปัญญา” คือไม่ใช่เป็นพื้นที่ที่ “ไร้ชีวิต” ขาดการดูแล แต่เป็นพื้นที่ที่มี “การจัดการ” ให้เกิดความสนุกสนานในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เกิดความรู้สึกใน “น้ำใจไมตรี” ระหว่างผู้เข้ามา “สนุก” ในพื้นที่ เกิดความรู้สึกภาคภูมิใจที่ตนได้มี “สิ่งละอัน พันละนิด” มาแลกเปลี่ยนแบ่งปันกับเพื่อนร่วมงาน และร่วมกันสร้างความมีชีวิตชีวา ในการทำงาน หากขาด “พื้นที่ที่มีชีวิต” การจัดการความรู้ในองค์การจะจืดชืด ไม่สามารถเกิดผลอันทรงพลังได้

ที่จริงการปฏิบัติที่เป็นอุปสรรคต่อการจัดการความรู้ยังมีอีกมาก เช่น ความพิการของการสื่อสารภายในองค์การ การไม่มีระบบข้อมูลและการประเมินผลงาน การเน้นกำหนดแผนงานและวิธีปฏิบัติ ลงไปในรายละเอียด เป็นต้น แต่ในที่นี้จะขอระบุเน้นเพียง 10 ข้อปฏิบัติที่น่าจะเป็นปัจจัยถ่วง หรือหน่วงเหนี่ยว การจัดการความรู้ในภาคราชการมากที่สุด

หน่วยราชการที่ต้องการบรรลุผลสำเร็จ ในการจัดการความรู้ สู่การเป็นองค์การเรียนรู้ พึงตรวจสอบ “ปัจจัยสู่วิบัติ” เหล่านี้ และขจัดปัดเป่าออกไปเสีย


 

พลิกโฉม 'สมัชชาสุขภาพ' ใครๆ ก็จัดได้

หัชชา ศรีปลั่ง
20 กพ. 2548


วันนี้แวะเข้าไปในเว็บของ สำนักงานปฏิรูประบบสาธารณสุขแห่งชาติ (สปรส.) เลยได้เห็นเรื่องเกี่ยวกับ สมัชชาสุขภาพ คิดว่าน่าสนใจที่จะนำไปคิืดไปปฏิบัติต่อ ให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน เลยลอกมาใส่ไว้ แล้วค่อยวิเคราะห์ ซึ่งอาจสังเคราะห์ นำไปทำให้เป็นรูปธรรมต่อได้

<<<<<<<<<<<<<< >>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>>
สมัชชาสุขภาพ กำลังจะเกิดพัฒนาการครั้งใหญ่ในปี 2548 ที่กำลังจะมาถึงนี้

ความก้าวหน้าครั้งนี้ นับเป็นการปรับโฉมหน้าครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีบทบาทในการปฏิรูปสุขภาพคนไทย สมดังเจตนารมณ์ตามพระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. .. ที่คณะรัฐมนตรีฯ เห็นขอบในหลักการแล้ว

หากทบทวนความหมายของ “สมัชชาสุขภาพ” ตามที่ระบุไว้ในร่างธรรมนูญสุขภาพคนไทยดังกล่าว คือ กระบวนการที่ให้ประชาชนและหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้แลเยนรู้อย่างใช้ปัญญาสมานฉันท์ เพื่อนำไปสู่การกำหนดนโยบายสาธารณะ เพื่อสุขภาพหรือความมีสุขภาวะของประชาชน โดยจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นระบบและมีส่วนร่วม น่าจะถือได้ว่านับจากปี 2548 เป็นต้นไป การจัดสมัชชาสุขภาพจะขยับเข้าใกล้จุดมุ่งหมาย และบทบาทหน้าที่ดังกล่าวมากยิ่งขึ้น

ที่ผ่านมา กระบวนการจัดสมัชชาสุขภาพแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ

นับตั้งแต่ ปี 2544 เป็นต้นมา มีการทดลองจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะฟื้นที่ สมัชชาสุขภาพเฉพาะฟื้นที่ สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น ในรูปแบบของสมัชชาสุขภาพจังหวัดทุกจังหวัดทั่วประเทศ ในระดับภาคและอนุภาค มีการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นต่าง ๆ และสมัชชาภาพแห่งชาติอย่างต่อเนื่องมาทุกปี

สมัชชาสุขภาพเฉพาะฟื้นที่ สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็น คืออะไร
คือ กระบวนการดำเนินกิจกรรมทางสังคมที่ประกอบด้วย

สำหรับการสนับสนุนการจัดสมัชชาสุขภาพเฉพาะพื้นที่ และสมัชชาสุขภาพเฉพาะในประเด็นในปี 2548 นี้ จะเกิดจากฐานที่แตกต่างไปจากเดิม โดยเป็นการเปิดกว้างให้ประชาชนสามารถรวมกลุ่มกันจัดได้อย่างอิสระ โดยมีแนวทางดังนี้

หากหน่วยงาน องค์กร ประชาคมใด มีการจัดสมัชชาสุขภาพพื้นที่ สมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นใด ๆ และต้องการให้ สปรส. รับทราบข้อมูลเพื่อการประสานงาน เชื่อมโยงการทำงานร่วมกัน โปรดแจ้งให้ สปรส. ทราบด้วย

หน่วยงาน องค์กร ประชาคมใด จะจัดสมัชชาสุขภาพพื้นที่ และสมัชชาสุขภาพเฉพาะประเด็นใด ๆ และต้องการรับการสนับสนุนบางส่วนจาก สปรส. โปรดพัฒนาโครงการในนามเครือข่าย หน่วยงาน หรือองค์กรที่เป็นพหุภาค โดยมีสาระสำคัญประกอบด้วย
  1. หลักการและเหตุผล
  2. วัตถุประสงค์
  3. กลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ดำเนินการ
  4. วิธีดำเนินงาน
  5. ระยะเวลาดำเนินงาน
  6. งบประมาณที่ใช้ (ทั้งที่มีอยู่และที่จะขอรับการสนับสนุน
  7. การประเมินผล
  8. องค์กรรับผิดชอบหลักเน้นพหุภาคและองค์กรภาค
  9. ผลงานในอดีตขององค์กรที่รับผิดชอบ

นี่คือเวทีสำคัญแห่งการขับเคลื่อนคลื่นแห่งการปฏิรูปสุขภาพของภาคประชาชน ให้ปรากฏตัวต่อสังคมไทย

ติดต่อรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักเกณฑ์ได้ที่ กลุ่มงานสนับสนุนสมัชชาสุขภาพและวิชาการ สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.) โทรศัพท์ 0-2590-2305-6, 0-2590-2477, 0-2590-2487, 0-2590-2357 โทรสาร 0-2590-2311
Website: http://www.hsro.or.th

14 กุมภาพันธ์ 2548

 

มิติต่างๆ ทางการแพทย์และสาธารณสุข

หัชชา ศรีปลั่ง
14 กพ. 2548

ที่จริงก็คิดเรื่องรากฐานของวิชาทางการแพทย์และสาธารณสุขมานานแล้ว แต่มาวันนี้นึกๆ ดู รากฐานของวิชาทางการแพทย์และสาธารณสุขน่าจะแบ่งได้เป็น 2 มิติ คือ มิติด้านกายภาพ / จิต-สังคม กับมิติด้าน ปัจเจก / ประชากร ทำเป็นตารางได้อย่างนี้


กายภาพจิต-สังคม
ปัจเจก
กลุ่มพยาธิวิทยา
กลุ่มจิตวิทยา
ประชากร
กลุ่มระบาดวิทยา
กลุ่มสังคมศาสตร์

ก็คงเรียกไม่ค่อยถูกต้องนัก เพราะจริงๆ แล้วการแบ่งแยกระหว่าง กายภาพ กับ จิต-สังคม ก็ไม่ได้ชัดเจน ระหว่าง ปัจเจก กับ ประชากร ก็ไม่ชัดเจน สาขาวิชาต่างๆ ก็ดูจะเชื่อมโยงเกาะเกี่ยวกันอยู่ทั้งนั้น และการเรียกชื่อกลุ่มวิชา ก็เหมือนเป็นการจำกัดขอบเขตของวิชา มากกว่าจะเป็นการอธิบายกลุ่มวิชานั้นๆ แต่ตอนนี้ก็คงไม่มีทางอื่นที่จะอธิบายได้ดีกว่านี้

แต่อย่างน้อยดูเหมือนว่า รากฐานของวิชาทางการแพทย์และสาธารณสุข อาจแบ่งได้เป็นสี่เสาหลัก ซึ่งสาขาวิชาย่อยๆ ต่างๆ เช่น อายุรศาสตร์ จิตเวชศาสตร์ เวชศาสตร์ชุมชน สาธารณสุขศาสตร์ ก็อาศัยพื้นฐานเหล่านั้น แต่ละอย่าง มากบ้างน้อยบ้างในการทำงาน แต่จะละเลยสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปเสีย ก็คงจะไม่ได้

แล้วเรื่องนี้มาเกี่ยวกับเรื่องระบบข้อมูลโรคมะเร็งอย่างไร นั่นก็คือการวาดภาพของข้อมูลโรคมะเร็งของประเทศ คงต้องมองภาพรวมอย่างนี้ให้ออก ให้ครอบคลุมทั้งด้านกายภาพ และ จิต-สังคม ทั้งด้านประชากร และ ปัจเจก ที่จริงสาขาการแพทย์โดยทั่วไป แต่คงเป็นไปไม่ได้ที่จะให้น้ำหนักเท่าๆ กัน เพียงแต่ไม่ลืมมิติอีกด้านหนึ่งของเรื่องนั้นด้วย

เรื่องนี้ก็คงไม่เป็นข้อสรุป คงต้องคิดต่อไปอีกนาน แต่ประเด็นในวันนี้คือขอให้มองภาพรวมของเรื่อง ก่อนที่จะลงรายละเอียด มิฉะนั้นภาพจะดูไม่สมดุล หรือไม่มีเอกภาพ และนอกจากจะให้มันกลมกลืนแล้ว ยังต้องไม่ลืมให้มีจุดเด่นด้วย ซึ่งก็คงไม่ง่ายนักในการทำงาน แต่ก็ไม่ควรจะลืมนึกถึงเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลาในการทำงาน

12 กุมภาพันธ์ 2548

 

ค้นข้อมูลเครือข่ายทะเบียนมะเร็ง

หัชชา ศรีปลั่ง
12 กพ. 2548

ค้นหาข้อมูลเพื่อเตรียมเสนอ ในการประชุมเพื่อก่อตั้งเครือข่ายทะเบียนมะเร็ง ในวันที่ 18 กพ. นี้ เข้าไปในเว็บของ IACR พอจะได้ข้อสรุปสั้นๆ ว่า สมาคมทะเบียนมะเร็งอาจแบ่งได้เป็นสองระดับ คือระดับนานาชาติ (international) กับระดับภูมิภาค (regional) และในระดับภูมิภาคก็อาจอยู่ในรูปแบบได้สองแบบ คือเป็นเครือข่าย (network) กับ สมาคม (association) คิดว่าความต่างอยู่ที่ว่าเครือข่ายไม่เป็นทางการมากนัก ไม่มีกฎเกณฑ์ของทางราชการที่ต้องทำตาม แต่ถ้าเป็นสมาคมก็ต้องมีกฎเกณฑ์ชัดเจน มีการจดทะเบียน มีธรรมนูญหรือระเบียบว่าด้วยอะไรต่างๆ

CANCER REGISTRY ASSOCIATIONS
ในวงเล็บเป็นตัวย่อซึ่งอาจมีได้หลายรูปแบบ เช่นในยุโรป

Network

Association

คิดว่าในขั้นแรกน่าจะตั้งเป็นเครือข่ายก่อน ส่วนว่าจะเป็นเครือข่ายต่อไปเรื่อยๆ หรือจะเปลี่ยนเป็นสมาคมในภายหลังก็แล้วแต่จะตกลงกันต่อไปในอนาคต เหมือนที่ตั้งเป็นชมรมก่อน แล้วค่อยพัฒนาเป็นสมาคม

ที่น่าสังเกตคือมีเครือข่ายหรือสมาคมเกิดขึ้นในยุโรปมาก แต่ในภูมิภาคอื่นไม่ค่อยมีมากนัก ในอเมริกาทั้งทวีป อัฟริกา และโอเชียเนีย มีทวีปละหนึ่งแห่งเท่านั้น

ส่วนเรื่องสถานะสมาชิกของ IACR มี 3 ประเภท คือ
ของประเทศไทยเองก็น่าจะแบ่งแบบนั้นด้วยเช่นกัน ส่วนเกณฑ์ในการรับรองให้เป็นสมาชิกสามัญจะเป็นอย่างไรก็ค่อยคิดกัน


10 กุมภาพันธ์ 2548

 

พระมหาเทพก็ต้องตามใจมนุษย์

หัชชา ศรีปลั่ง
10 กพ. 2548

เมื่อไม่กี่วันก่อน ชัตเตอร์ถามว่ามีรูปพระนารายณ์ หรือพระวิษณุบ้างหรือเปล่า ไม่ทราบว่าจะเอาไปทำอะไร เลยหารูปพระหริหราส่งไปให้ เป็นรูปสลักหินทรายศิลปะขอม อายุกว่าพันปีซึ่งขณะนี้อยู่ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติกรุงพนมเปญ ที่น่าสังเกตคือเป็นรูปวิษณุสี่กร ถือ จักร สังข์ คธา ธรณี



จักรที่ถือมีลักษณะแปลกไปกว่าปัจจุบันมาก มีรูปร่างเหมือนจักรขว้างในกีฬามากกว่า วิธีการถือก็เหมือนว่าจะใช้ขว้างเช่นนั้น ไม่ใช่จักรหมุนๆ ออกไปเองแบบในหนังแขกปัจจุบัน ส่วนสังข์ก็เป็นหอยสังข์ ซึ่งมีเรื่องเล่ายาวในอวตารภาคหนึ่งของพระวิษณุ คธานั้นดูเป็นกระบองเสียมากกว่า ธรณีก็คือก้อนดินนั่นเอง

หายไปพักหนึ่ง ชัตเตอร์ก็ส่งรูปพระวิษณุมาให้สองรูป คงหาจากในเน็ตนั่นเอง ที่น่าสนใจรูปหนึ่งคือรูปที่ทรงครุฑ สิ่งที่ถือสี่อย่างกลับเป็น จักร ดอกบัว พระขรรค์ ตรีศูล เป็นสัญลักษณ์ของเทพสำคัญสี่องค์ คือพระวิษณุ พระพรหม พระอินทร์ และพระศิวะ เป็นการรวมเอาสัญลักษณ์พลัง ของเทพที่สำคัญทั้งหมดมาไว้ในองค์เดียว ก็เดาได้ว่ารูปนี้สร้างขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์นี้เอง เพราะสัญลักษณ์ของพระราชวงศ์จักรีคือจักรกับตรี คือรวมเอาพลังของมหาเทพทั้งสองนิกายสำคัญคือไวษณพนิกาย กับศิวนิกายเข้าด้วยกัน แล้วพระมหากษัตริย์ยังเป็นองค์อัมรินทร์อยู่แล้วด้วย และพระวิษณุยังเป็นผู้ให้กำเนิดพระพรหมจากดอกบัวที่ผุดขึ้นจากพระนาภีอีกด้วย



ก็เลยน่าสนใจว่า พระมหาเทพก็ต้องตามใจคนสร้างว่าจะให้ถืออะไร และต้องการให้หมายความถึงอะไร แล้วเกี่ยวอะไรกับเรื่องมะเร็งล่ะ ก็คือว่าที่จริงมันไม่สำคัญว่าความจริงนั้นข้อมูลเกี่ยวกับโรคมะเร็งคืออะไร แต่สำคัญที่ว่าจะนำไปใช้อย่างไรมากกว่า เราสามารถสร้างและสื่อสารที่ต้องการออกมาได้ โดยให้มันเป็นประโยชน์ต่อสังคมก็พอ

นั่นไง ถูไถไปจนได้ :P
 

วีรบุรุษ-วีรสตรีชาวบ้าน

หัชชา ศรีปลั่ง
10 กุมภาพันธ์ 2548

ก็เป็นเรื่องสืบเนื่องต่อจากเรื่องที่แล้วครับ ที่จริงคิดเรื่องนี้ก่อนที่จะนึกถึง เจน กูดัลล์ แต่ยังหาข้อสรุปอะไรไม่ได้ จนเขียนเรื่องเจนเสร็จไปแล้ว เข้านอนก็คิดต่อ จนพอจะได้ข้อสรุปอะไรบางอย่าง เลยเอามาเล่าในที่นี้เสียเลยดีกว่า

ว่าที่จริงก็เกี่ยวกับเจนด้วยนั่นแหละ แต่ยังคิดถึงอีกหลายคน ทั้งคนไทยและต่างประเทศ ลองยกตัวอย่างเพิ่มอีกสักสองสามคน
ครูเตือนใจ ดีเทศ เคยเห็นตัวจริงที่สนามบินหาดใหญ่ นานมาแล้ว แต่ไม่ได้เข้าไปพูดคุยด้วย เห็นมากันเป็นคณะหลายคน
ครูสังคม ทองมี ไม่เคยพบตัวจริง แต่หลายคนคงรู้จักกันนานแล้ว
เซอร์ริชาร์ด ปีโต กับเซอร์ริชาร์ด ดอลล์ ผู้ที่รณรงค์เรื่องการไม่สูบบุหรี่ จนประสบผลสำเร็จในยุโรปและอเมริกาอย่างกว้างขวาง
และอีกหลายๆ คน

ทำให้มานึกถึงในวงการแพทย์ หลายสถาบันมีการให้รางวัลแก่แพทย์ดีเด่นหรือแพทย์ตัวอย่าง แล้วก็มีบางรายที่มีคนบ่นว่าทำไมถึงเปลี่ยนไป ไม่อุทิศตนเสียสละเหมือนเดิม ก็เลยชักสงสัยว่ารางวัลนั้นตั้งใจให้กับผลงานที่ผ่านมา หรือจะให้กับผลงานที่ยังไม่ได้ทำ ถ้าจะให้กับผลงานที่ผ่านมาของเขา ก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก แต่ถ้าจะให้กับผลงานที่คาดว่าเขาหรือเธอเหล่านั้นจะทำในอนาคต ก็คงต้องพูดกันให้ชัดเจน และปรับเปลี่ยนเกณฑ์ในการให้รางวัลเสียบ้างก็คงจะดี

เลยมานึกว่าจริงๆ แล้วอะไรทำให้บางคนทำในสิ่งที่ดี ที่แตกต่าง และสร้างผลกระทบกับสังคมได้มากกว่าคนอื่น ทำให้เสียเวลาวิเคราะห์เสียจนไม่ได้นอนจนถึงเช้า ก็พอจะได้ความว่า
เขาและเธอเหล่านั้นคงต้องมี
  1. ความชอบในเรื่องที่จะทำ ชอบแบบหลงใหล ฝังใจ ว่าอย่างไรต้องทำเรื่องนี้ มีความสุขที่จะทำเรื่องนี้ เห็นประโยชน์ของสิ่งที่ทำ ฯลฯ
  2. ความมุ่งมั่นที่จะทำ ไม่หวั่นไหว ผัดวันประกันพรุ่ง ฟุ้งซ่าน จับจด (อิอิ ว่าตัวเองชัดๆ)
  3. ความพยายามคิดค้นคว้า ไตร่ตรอง แก้ปัญหา เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทายสติปัญญา ไม่ใช่อุปสรรค
  4. การทบทวนเรื่องราวที่ทำ สรุปปัญหาและความรู้ ก่อให้เกิดเป็นปัญญา นำไปสู่หนทางใหม่ๆ
สรุปว่าสองประการแรกทำให้กัดไม่ปล่อยในเรื่องนั้น สองประการหลังทำให้เกิดองค์ความรู้ขึ้น ก่อเป็นวัฏจักรของการทำงานที่มีใจรัก พยายาม ค้นคว้าหาทาง และทบทวนไตร่ตรององค์ความรู้ นำไปสู่ปีติทำให้เกิดความรักในสิ่งที่ทำ แล้ววนไปเช่นนี้อยู่ตลอดเวลา



 

เจนกับชิมแพนซี ไม่มีทาร์ซาน

หัชชา ศรีปลั่ง
10 กุมภาพันธ์ 2548

ว่าที่จริงเรื่องที่จะเขียนวันนี้เริ่มบนเตียงนอน คือหลับไปแล้ว เกิดคิดอะไรขึ้นมา ถึงวีรสตรีชาวบ้าน ซึ่งจะไม่กล่าวถึงในคราวนี้ เพราะออกจะเป็นความคิดเรื่อยเปื่อย แต่ในที่สุดก็คิดไปถึง เจน กูดัลล์ (Jane Goodall) ขึ้นมา คิดว่ามีคนจำนวนมากไม่เคยได้ยินชื่อนี้เลย ดูภาพของเธอด้วยดีกว่า



แล้วก็ดูภาพชิมแพนซีชื่อ นานิ ด้วย ซึ่งเป็นหนึ่งในชิมพ์รุ่นหลานเหลนที่เธอศึกษา เพื่อให้เข้ากับชื่อเรื่อง ดังนั้น เรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องนิยายแฟนตาซีแต่อย่างใด



อ่านเรื่องราวของ เจน ได้ที่ Jane Goodall Institute

เจนเป็นนักชีววิทยาหญิงที่มีชื่อเสียง จากการศึกษาพฤติกรรมของชิมแพนซีในป่าอัฟริกา โดยได้แรงบันดาลใจจาก หลุยส์ และ มารี ลีคีย์ (
Louis and Mary Leakey) ซึ่งเป็นสองสามีภรรยานักมานุษยวิทยาที่มีชื่อเสียง ที่ศึกษาวิวัฒนาการของลิงใหญ่ (ape) โดยหาความเชื่อมโยงของสิ่งมีชีวิตในกลุ่มจีนัส Homo กับลิงใหญ่อื่นๆ ซึ่งนอกจากการศึกษาซากฟอสซิลกระดูกแล้ว ท่านอยากให้มีคนศึกษาพฤติกรรมด้วย ว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างไรระหว่างกลุ่ม Homo กับลิงใหญ่อื่นๆ และเจนก็รับงานนี้มาตั้งแต่เธอยังเป็นนักศึกษา จนบัดนี้ และค้นพบอะไรมากมายแม้กระทั่งสงครามระหว่างเผ่าในหมู่ชิมแพนซี การใช้เครื่องมือ การล่าสัตว์อื่นเป็นอาหาร การฆ่าและกินกันเอง (canibalism) และอื่นๆ

แต่เมื่อศึกษาไป เธอก็ตระหนักว่าการทำลายป่าในอัฟริกามีมากขึ้นทุกที จนคุกคามการอยู่รอดของเผ่าพันธุ์สิ่งมีชีวิต ที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดนี้ จึงหันมาเป็นนักอนุรักษ์ธรรมชาติ และออกเดินทางไปทั่วโลก เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกการอนุรักษ์ธรรมชาติในทุกๆ ประเทศ

บทเรียนจากเรื่องนี้ คือ
  1. เราคงจะทำงานของเราไป โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมรอบตัวเราไม่ได้ เพราะหากเราละเลย สักวันหนึ่ง ผลกระทบนั้นก็คงมาถึงตัวเราด้วยอย่างแน่นอน ในด้านโรคมะเร็ง เมื่อเรามีข่าวสารที่สำคัญต่อสังคม ก็คงต้องนำเสนอให้สังคม ชาวบ้าน ได้รับรู้ด้วย ไม่ใช่แต่ในวงวิชาการอย่างเดียว
  2. ความเป็นวีรบุรุษ หรือวีรสตรี ไม่ได้เกิดขึ้น และไม่ควรเกิดขึ้น จากการ เก่ง ในวงวิชาการ แต่ควรเกิดขึ้นที่ความรับผิดชอบต่อสังคม
  3. อื่นๆ โปรดคิดต่อเอาเอง ...

08 กุมภาพันธ์ 2548

 

บทเรียนจากภาพสีน้ำ

หัชชา ศรีปลั่ง
8 กพ. 2548



เมื่อเดือนสิงหาคม ปีที่แล้ว ไปเรียนวาดภาพสีน้ำกับ อรรณพ ศรีสัจจา หรือ เป้ สีน้ำ



รูปนี้เป็นรูปที่วาดโดยนั่งเรือไปจอดอยู่ริมน้ำ ฝั่งตรงข้ามเป็นบ้านทรงไทย ครูเขาก็วาดบ้านทรงไทยนั้น บางคนก็วาดตาม แต่เนื่องจากเห็นว่ายากเกินไป เลยเลือกบ้านใกล้ๆ เป็นบ้านธรรมดาสองหลัง อยู่ในแมกไม้ อย่างน้อยคาดว่าภาพน่าจะออกมาพอดูได้ ไม่ดูเลวร้ายเิกินไป วาดได้สักชั่วโมงนึงก็ไม่ไหวแล้ว เมื่อยหลัง เพราะต้องนั่งวาดกับพื้น เอาไปให้ครูเป้ดู ครูเลยแต่งเพิ่มให้อีก ก็เลยดูดีอย่างที่เห็น ไม่งั้นคงดูไม่ค่อยได้

บทเรียนที่ได้ ครูเป้ัก็ยืนยันในสิ่งที่ผมเองเคยบอกคนอื่นอยู่เป็นบางครั้ง คือ คนดูไม่รู้หรอกว่าจริงๆ ตรงนั้นมันมีอะไร สีจริงๆ เ้ป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นวาดอย่างไรก็ไม่มีถูกหรือผิด มันอยู่ที่เราจะทำอย่างไรให้ภาพสวยมากกว่า ใช้ทฤษฎีเป็นวิธีการ แต่วาดด้วยจินตนาการ เน้นที่ความสวยงามของภาพ มากกว่าความเหมือนจริง ครูจะเน้นว่าอย่าพยายามวาดรายละเอียด แค่หรี่ตามอง เห็นแค่ไหนก็วาดแค่นั้น แล้วก็มักจะพูดว่า เห็นมั้ย สีแดง ไม่ต้องกลัว ใส่เข้าไปเถอะ ทั้งที่เราดูอย่างไรก็ไม่เห็นจะแดง แต่พอเราใช้จินตนาการมอง เอ้อ ก็จริงของครูแฮะ ตรงนั้นมันแดงจริงๆ ถ้าลองกลับไปดูที่ภาพ สีแดงๆ ที่เห็นนั่น ครูเป้ใส่เข้าไปทั้งนั้น แล้วมันก็ดูดีจริงๆ แต่นั่นแหละครับ ไม่ใช่ใส่พร่ำเพรื่อ ต้องมองให้เห็นว่ามันแดงจริงๆ เสียก่อนจึงใส่ลงไป

ในการทำงานอื่นๆ ก็เหมือนกัน บางทีเราไปจับรายละเอียดมากเกินไป โดยลืมดูภาพรวมของเรื่องที่จะทำ สุดท้าย งานก็เยอะไปหมด แล้วผลงานออกมายังไม่สวยอีกต่างหาก ไม่เข้าตากรรมการ บางทีเราก็ต้องลบส่วนที่ไม่จำเป็น หรือเป็นผลเสียต่อภาพรวมออกบ้าง แล้วเติมสีสันในบางส่วนเพิ่มขึ้น ให้งานทั้งหมดมันกลมกลืนกัน และดูดี มันไม่ใช่การบิดเบือน แต่เป็นศิลปะของการสร้างสรรค์งาน ทำให้ง่ายเพื่อนำำไปใช้ได้ตามวัตถุประสงค์ เก็บภาพหลักๆ ให้ครบถ้วน แต่ไม่รกรุงรังจนสับสน และที่สำคัญ ยังต้องดูดีด้วย

 

ข้อเสนอแนะจากอาจารย์วิจารณ์

หัชชา ศรีปลั่ง
8 กพ. 2548

เมื่อวานนี้ (7 กพ. 2548) อาจารย์วิจารณ์ให้ความเห็นว่า การจัดการข้อมูลโรคมะเร็งควรทำในรูปแบบเครือข่าย ประสานกับผู้ใช้ข้อมูล และเขาเองก็มีส่วนในการสร้างข้อมูล ซึ่งก็เป็นแนวทางที่เรากำลังทำอยู่แล้ว อาจารย์บอกว่าอาจารย์นั้นความ active อยู่ในขาลง จึงเสนอว่าน่าจะเชิญ นพ. สมศักดิ์ ชุณหรัศมิ์ และ นพ. สุวิทย์ วิบูลย์ผลประเสริฐ เป็นผู้ทรงคุณวุฒิให้ความคิดเห็น

เลยเรียนให้อาจารย์ทราบว่าได้เชิญอาจารย์สมศักดิ์อยู่แล้ว แต่เนื่องจากแต่ละท่านที่เชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิก็มีงานยุ่งอยู่ทั้งนั้น เลยคิดว่าจะเชิญหลายท่านหน่อย เวลาเชิญประชุมจะได้มีบางคนว่างสามารถเข้าให้ข้อเสนอแนะได้ ส่วนอาจารย์สุวิทย์ได้ทราบโครงการนี้อยู่แล้ว เนื่องจากอยู่ใน สวรส ในคราวที่นำเสนอโครงการครั้งแรก และที่จริงความเห็นของอาจารย์ก็ยังมีคุณค่ามาก เพราะอาจารย์วิจารณ์เห็นโลกในมุมกว้าง และมีประสบการณ์กว้างขวาง หลากหลาย

โดยสรุป แนวทางที่เราดำเนินการโครงการที่ให้เป็นเครือข่าย ก็ตรงกับข้อแนะนำของอาจารย์ และเราก็คงเรียนขอความเห็นและข้อเสนอแนะจากอาจารย์ได้เป็นระยะๆ



07 กุมภาพันธ์ 2548

 

เริ่มต้น

หัชชา ศรีปลั่ง
7 กพ. 2548

วันนี้โชคดีที่ได้พบอาจารย์วิจารณ์ในการประชุมของกลุ่ม neuro-psychiatric genetics เลยรบกวนให้อาจารย์ช่วยให้ความเห็นเกี่ยวกับโครงการพัฒนาข้อมูลโรคมะเร็งเสียด้วยเลย อาจารย์เลยแนะนำเว็บนี้ให้ จะได้บันทึกสิ่งที่เห็นและความคิดเห็นต่างๆ ให้เป็นเรื่องเป็นราว และก่อให้เกิดความรู้งอกเงยขึ้น ทั้งแก่ตัวเองและคนอื่น

ที่จริงเคยเขียนบันทึกในลักษณะนี้มาก่อนแล้ว ตั้งแต่เป็นอินเทอร์นอยู่ที่อุบลราชธานี ซึ่งบันทึกทั้งเหตุการณ์และความคิด ก็เป็นไดอารี่นั่นเอง แต่จะเน้นที่ความคิดความรู้ มากกว่าเหตุการณ์หรือบุคคลเช่นในไดอารี่ทั่วไป ก็เลยคล้ายกับ blog ในวันนี้นั่นเอง ซึ่งทุกวันนี้ก็ยังอยู่ และยังเอากลับมาอ่านเพื่อดูว่าสมัยนั้นคิดอะไรบ้างเป็นบางครั้ง

แต่ในวันนี้ ขณะนี้ blog นี้คงเน้นเรื่องที่เกี่ยวกับระบบข้อมูลโรคมะเร็งเป็นหลัก แต่นอกจากนี้หากมีเรื่องอื่นที่เกี่ยวข้องและน่าสนใจ ก็จะได้บันทึกไว้เสียด้วยเลยในที่เดียวกัน เช่น ระบบสารสนเทศ คอมพิวเตอร์ ปรัชญา ศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม ต่างๆ

ที่จริงก็ได้ความคิดว่าต้องเขียนบันทึกการเปลี่ยนแปลงทางความคิด ในระหว่างการทำงานโครงการนี้ ตั้งแต่เข้าฟังประชุมวิชาการของ สวรส เมื่อปีที่แล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เริ่มเสียที จะเขียนในสมุดก็ไม่สะดวกเหมือนแต่ก่อนเสียแล้ว จะบันทึกในคอมพิวเตอร์ก็ยังไม่ได้เริ่มเสียที เพราะดูเหมือนจะก่อภาระมากกว่าประโยชน์ ทั้งที่จริงก็รู้อยู่ว่าในตอนท้ายสุดของโครงการจะต้องรายงาน "กระบวนการทำงาน" ซึ่งก็คือกระบวนการจัดการ และการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในการทำงานที่ผ่านมา ตลอดระยะเวลาที่ทำงานนั่นเอง

เคยเข้าไปอ่านไดอารี่ในบางเว็บ บางคน ก็เห็นว่าบันทึกกันได้สนุกสนานอยู่ แต่กลับไม่คิดว่าจะทำให้เป็นวิชาการได้ แต่พออาจารย์วิจารณ์มาจุดประกายก็เลยได้คิดและเริ่มต้นเสียที ส่วนใหญ่ก็เป็นเช่นนี้นั่นเอง ของอะไรที่เห็นจนเจนตา ก็มักมองข้ามประโยชน์ไปเสีย ที่จริงเพียงแค่ดัดแปลงเสียเล็กน้อย ของพื้นๆ ดาดๆ ก็อาจกลับกลายเป็นนวัตกรรมไปได้เหมือนกัน


This page is powered by Blogger. Isn't yours?